พลิกชีวิต ‘เชษฐ์ สไมล์บัฟฟาโร’ จากอาชีพนักดนตรี ทิ้งทุกอย่างเพื่อมาเป็นเกษตรกร

ซึ่งถ้าหากย้อนไปเมื่อประมาณ 10 ปีก่อนแน่นอนบ้านในวัยรุ่นสมัยนั้นแต่คงไม่มีใครและไม่รู้จักกับวงดนตรีที่มีชื่อว่า สไมล์บัฟฟาโล่ อย่างแน่นอน โดยผลงานของวงนี้บอกเลยว่าโด่งดังเป็นอย่างมากกับเพลงแจ้งเกิดที่มีชื่อว่าดีเกินไปกับฟ้ายังฟ้าอยู่ซึ่งกลายเป็นเพลงที่โด่งดังที่สุดในยุคนั้นเลยก็ว่าได้ ในวงนี้นั้นมีผลงานอีกมากมายแต่แต่สุดท้ายสมาชิกคนก็แยกวงออกไปกันไปตามทางแต่ละคน

แต่เช่นเดียวกับมือกลอง เชษฐ์ วรเชษฐ เอมเปีย นั้นก็เลือกทางเดินของตัวเองด้วยเช่นกันแต่ว่ามีความแตกต่างกันออกไปเขาได้ทิ้งชีวิตยุคฟื้นฟูทั้งชื่อเสียงเงินทองหันมาเดินทางสู่ความสงบและยึดอาชีพการทำเกษตรแบบพอเพียงแทน

โดย เชษฐ์ สไมล์บัฟฟาโล่ นั้นคือบุคคลที่เป็นอดีตนักร้องชื่อดังมาก่อนและในปัจจุบันนั้นที่ผันตัวเองมาเป็นชาวนาปลูกข้าวและใช้หลักดำเนินการชีวิตอยู่ 3 หลักฐานก็คือธรรมะธรรมชาติและธรรมดาโดยสาเหตุที่เขาทำงานนั้นส่วนใหญ่เขาจะทำงานเกี่ยวกับเกษตรทางด้านอินทรีย์ เกษตรทั้งหมด เพราะเขาคิดว่าสิ่งพวกนี้คือความจริงใจมันชัดเจนค่าตัวเขาเองนั้นสามารถเรียนรู้กับธรรมชาติได้และเขาก็รู้ว่าคนเรานั้นเกิดมาเกิดมาแต่ตัวตายไปก็ไม่สามารถเอาอะไรไปได้ทรัพย์สินก็ไม่สามารถเอาอะไรไปได้

จุดเริ่มต้นของการมาทำไร่ทำสวน ก็คือหลังจากที่คุณเชษฐ์ได้กลับมาเยี่ยมแม่และดูแลแม่ที่เจ็บป่วยอยู่ซึ่งในตอนนั้นขณะที่ยังอยู่กรุงเทพฯก็มีกิจการอะไรหลายอย่างเต็มไปหมดทั้งมีกิจการเปิดโรงเรียนสอนดนตรีมีสอนนักเรียนทั่วประเทศมี 2 โครงการทูบีนัมเบอร์วันโดยทางโครงการนั้นจะส่งไปสอนอยู่ที่ต่างจังหวัดแนวสุดท้ายก็สอนอีกหลายอย่างเยอะแยะไปหมดไม่ว่าจะเป็นงานบันเทิงงานสอนด้วยก็ตาม

แต่สุดท้ายเขาก็ต้องทิ้งงานเหล่านั้นเพื่อกลับไปเยี่ยมแม่เพราะเปอร์เซ็นต์ที่คุณแม่จะรอดนั้นไม่มีแล้วเลยถือโอกาสบวชเพื่อเป็นการแก้บนให้แม่ขอให้แม่รอดแล้วจะบวชให้สุดท้ายแม่ก็รอดแล้วไม่เป็นอะไรและระหว่างที่แม่ฟื้นแล้วอยู่โรงพยาบาลเป็นเดือนที่จังหวัดชลบุรี โดยในตอนนั้นก็ทำให้คุณเชษฐ์ได้ตัดสินใจอยู่ที่นั่นหลายเดือนจึงได้สัมผัสการเกิดแก่เจ็บตายที่นั่น


โดยตอนที่อยู่ในโรงพยาบาลนั้นแทบจะมีทุกรสชาติเลยก็ว่าได้มีการเห็นสัจธรรมมากขึ้นแล้วรู้สึกว่าเรามีอะไรมากมายทุกอย่างแต่สุดท้ายมันก็เอาไปไม่ได้ไม่คิดว่าชีวิตของคนเรานั้นมันสั้นจะอยู่ได้อีกสักกี่วันและเรานั้นไม่สามารถรู้วันตายของตัวเองฉะนั้นก็เลยสละตนมาทำในสิ่งที่อยากทำดีกว่า


โดยในตอนนั้นคุณเชษฐ์ก็ได้เลือกอะไรหลายๆอย่างและพยายามลดในเรื่องกิเลสซึ่งแต่ก่อนคุณเช่นนั้นมีรถถึง 5 คันชอบ ซื้อรถแต่ตอนนี้ขายหมดเอาเงินไปทำในสิ่งที่มีประโยชน์มากกว่าและเคยมีบ้านหลังละลายน้ำมีโรงเรียนแต่ตอนนี้ก็ขายไปบางส่วนก็เพื่อนมาดูแลและปรับสถานที่ที่พักที่นาแทน

“เราเอาเงินมาปรับเปลี่ยนสถานที่ใช้เงินไม่ถึงล้าน อย่าคิดว่าเรามีตัง หมายถึงว่าเราทำจากที่เราทำแบบเล็กๆ น้อยๆ เราเอาเงินที่เคยมีมาสร้างมูลค่าให้มัน อย่างต้นไม่ผมเนี่ยเยอะมากมาปลูกเป็นป่าจนมือแตก บางทีเราออกไปงานคอนเสิร์ต แล้วมีคนมาจับมือเนี่ย มันยิ่งกว่าเท้าอีกนะ มือผมเนี่ย มันสากด้านมากหันมาทำนา” คุณเชษฐ์กล่าว…

ด้วยคนเช่นนั้นอาศัยอยู่บ้านสวนบ้านนาก็จะอาศัยด้วยการกางมุ้งนอนซึ่งเขานั้นทำแบบนี้มานานมาเป็น 10 ปีแต่ไม่เคยมีใครรู้ซึ่งเรียกได้ว่าหลังจากที่คุณเชษฐ์นะได้พบสัจธรรมการเห็นเกิดแก่เจ็บตายในโรงพยาบาลในตอนที่เคยไปเยี่ยมคุณแม่ก็ทำให้คิดว่าคนเราตายไปก็เอาอะไรไปไม่ได้มีขายทุกอย่างประกอบกับแฟนเลิกด้วยกันพอดีจึงทิ้งทุกอย่างเพื่อมาฝังตัวเองอยู่กับธรรมชาติมากขึ้น

ด้วยการตัดสินใจมาอยู่ที่พนัสนิคมนี้ก็เป็นสิ่งที่ทำให้เขานั้นมีความสุขมากยิ่งขึ้นเพราะเขาได้อยู่ใกล้แม่ได้ดูแลใกล้แม่และญาติพี่น้องมีวันหยุดก็มาดูแลหากันที่บ้านมีธรรมชาติรายล้อมอยู่รอบตัวอีกครั้งเขาเองก็ยังมีแฟนค่ะพี่เหนียวแน่นคอยให้กำลังใจผ่านทาง facebook บางครั้งแฟนเขาก็จะมาเที่ยวบ้านแล้วก็จะมีการจัดมินิคอนเสิร์ตด้วยพอได้เงินเท่าไหร่ปุ๊บก็จะเอาไปมอบกับสถานเลี้ยงสุนัขจรจัดบ้านสร้างสถานีอนามัยบ้างเพื่อสร้างกุศล

โดยหลัก 3 อย่างที่คุณเชื่อใช้ในชีวิตมันก็คือธรรมะธรรมชาติและธรรมดามันคือคำสอนที่ดีเพราะสมัยนี้เรานั้นต้องรู้จักธรรมชาติต้องรู้จักธรรมะเอามาควบคุมทำอะไรต้องมีสติอยู่ตลอดเวลาซึ่งตัวเขานั้นไม่ได้ธรรมะธรรมโมขนาดนั้นแต่ว่าทำมานั้นสอนให้คนนั้นรู้จักคิดและรู้จักทำรู้จักให้เป็นคนไม่ประมาทและเป็นคนมีสติฉะนั้นการทำอะไรที่มีสตินั้นถือว่าเป็นสิ่งที่ดี

สวนธรรมชาตินั้นก็คือตัวเราก็จะต้องเป็นธรรมชาติทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นการเล่นการใช้ชีวิตควรจะทำให้เป็นธรรมชาติของตัวเราเองมากที่สุดและมีการปลูกส่งเสริมธรรมชาติสร้างอากาศดีๆให้กับชาติเพราะคนเราถ้าเป็นคนที่ขาดธรรมชาติธรรมชาติก็จะลงโทษเช่นน้ำท่วมบ้านแผ่นดินไหวบ้างซึ่งในปัจจุบันนั้นเกิดขึ้นไปหมดเพราะคนเรานั้นชอบไปทำร้ายธรรมชาติ ส่วนธรรมดาก็คือตัวเราให้ใช้ชีวิตอย่างธรรมดานอนกางมุ้งไม่จำเป็นต้องมีห้องแอร์ไม่จำเป็นต้องมีบ้านหลังใหญ่แค่มีสิ่งเล็กๆให้เราภูมิใจก็พอ

โดยในปัจจุบันคุณ้เชษฐ์ก็ยังมีการเล่นคอนเสิร์ตอยู่บ้านแต่นั่นก็ไม่ใช่อาชีพหลักแต่อย่างใดเพราะอาชีพหลักของเขานั่นก็คือการปลูกป่าทำไร่ทำนาและคอนเสิร์ตส่วนใหญ่ก็จะเป็นงานบุญจะสร้างอะไรก็แล้วแต่งบไม่มีก็จะใช้วงดนตรีมาช่วยในการหาบุญมหากุศลให้


ถ้าหากพูดถึงส่วนของคุณเชษฐ์นั้นบอกเลยว่ามีข้าวนาที่น่าทานมาก มีทั้งข้าวหอมนิลแล้วก็ไรซ์เบอรี่ ซึ่งเป็นค่าที่ปลอดสารพิษทั้งคู่โดยค่าส่วนใหญ่แบบนี้จะมีราคาแพงมากแต่แฟนคลับสามารถซื้อข้าวได้ในราคาถูกถูกๆเพราะเก็บเกี่ยวมาเท่าไหร่กี่ตันกี่ตันก็ขายหมดและในตอนนี้ที่นั่นก็มีขยายไปถึงเกือบ 20 ไร่


โดยสาเหตุว่าทำไมเขาต้องทำไรซ์เบอรี่นั่นก็เป็นเพราะว่าในตอนนั้นเข้ามันถูกถ้าไปปลูกข้าวอื่นก็คือขาดทุนพักก่อนที่จะทำอะไรมานี้เขาก็ได้แจ้งมาแล้วเป็น 10 รอบเจ็บจนมองฟ้ามองฝนรู้สึกท้อจะไม่อยากจะทำทำไรก็เต็มไปหมดเกษตรก็เจ๊งเจ๊งทั้งประเทศเศรษฐกิจไม่ดี
https://www.youtube.com/watch?v=PG2hPNrYZ64
และนอกจากการทำงานก็ยังมีการทำส่วนต่างๆเช่นสวนมะพร้าวสวนมะม่วงสวนมะกรูดและพืชทุกอย่างที่เป็นพืชเศรษฐกิจพืชต่างๆที่เป็นผลผลิตขายได้รายได้เยอะหลายบาทโดยในส่วนนี้ก็ต้องแบ่งกับอบตและแบ่งน้องชายเป็นชาวไร่ชาวนาแบ่งกันไปเป็นการแบ่งปันกันโดยใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายและธรรมชาติมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กัน และอยู่อย่างมีความสุขก็พอ