8 วิธีล้างสีย้อมผมติดผิว กำจัดคราบสีย้อมผมจากผิวหนังด้วยวิธีง่าย ๆ

  สีย้อมผมติดผิวทำไงดี ? มาดู 8 วิธีล้างสีย้อมผมติดผิว ที่คุณก็สามารถทำได้เองง่าย ๆ พร้อมกับวิธีป้องกันไม่ให้สีย้อมผมติดผิวหนังอีก จะมีวิธีใดบ้างนั้น มาดูกันเลยค่ะ...

          เชื่อว่าสาว ๆ หลายคนในที่นี้คงต้องเคยเปลี่ยนสีผมด้วยตัวเองแทนการไปทำที่ร้านทำผม เพราะว่าสะดวกกว่า แถมยังประหยัดเงินอีกด้วยใช่ไหมล่ะคะ ยิ่งเดี๋ยวนี้น้ำยาย้อมผมแต่ละยี่ห้อก็มีอุปกรณ์ให้ครบครัน ทั้งหวี ทั้งถุงมือ เพียงแค่ผสมน้ำยาต่าง ๆ ให้เข้ากัน แล้วป้ายลงบนเส้นผมให้ทั่ว ทิ้งไว้ประมาณ 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง ก็เปลี่ยนสีผมด้วยตัวเองได้อย่างง่ายดายแล้ว แต่หลังจากที่ย้อมสีผมเสร็จแล้วนี่สิ สีน้ำยาย้อมผมมักทิ้งคราบเปื้อนตามผิวหนังเต็มไปหมด ทั้งนิ้วมือ ใบหู ใบหน้า รวมไปถึงต้นคอ แถมยังล้างออกยากสุด ๆ ทิ้งรอยด่าง ๆ ดำ ๆ ไว้ให้ช้ำใจอีกหลายวัน ยิ่งคิดก็ยิ่งกลุ้ม เฮ้อ...

แต่สาว ๆ ไม่ต้องคิดมากอีกต่อไปแล้วค่ะ เพราะวันนี้กระปุกดอทคอมมีวิธีกำจัดคราบสีย้อมผมจากผิวหนังด้วยวิธีง่าย ๆ มาฝากกันแล้ว มาดูกันเลยดีกว่าว่ามีวิธีใดบ้าง...
1. รีบล้างออกทันที

          ถ้าสีย้อมผมติดมือ หรือติดส่วนใดส่วนหนึ่งบนผิวหนัง ให้รีบล้างออกทันทีค่ะ ถ้ายิ่งทิ้งไว้นาน จะยิ่งล้างออกยาก แต่ถ้ายิ่งล้างสีออกเร็วเท่าไร ก็จะยิ่งล้างออกง่ายเท่านั้น อาจล้างด้วยน้ำเปล่าธรรมดา หรือใช้สบู่ แชมพู น้ำยาล้างจาน ก็จะช่วยล้างคราบสีย้อมผมได้ง่ายขึ้น

2. เบบี้ออยล์ หรือ น้ำมันมะกอก


          ใช้สำลีชุบเบบี้ออยล์ หรือน้ำมันมะกอก และค่อย ๆ ถูวนเป็นวงกลมบริเวณที่เปื้อนสีย้อมผมจนกว่าสีจะเริ่มจางออกไป จากนั้นล้างสีและน้ำมันออกด้วยน้ำอุ่น หรืออาจทาเบบี้ออยล์ และน้ำมันมะกอกทิ้งไว้ข้ามคืนก็ได้ พร้อมกับล้างออกด้วยน้ำอุ่นในตอนเช้า


ทำสีผม

3. ปิโตรเลียมเจล

          ทาปิโตรเลียมเจลบริเวณผิวที่เปื้อนน้ำยาย้อมผม ทิ้งไว้ค้างคืน แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น นอกจากจะช่วยล้างคราบน้ำยาย้อมผมแล้ว ยังช่วยบำรุงผิวให้เนียนนุ่มอีกด้วยนะคะ

4. ยาสีฟัน

          เพียงบีบยาสีฟันลงไปบนผิวที่เปื้อนสีย้อมผม แล้วใช้มือหรือแปรงสีฟันเก่า ๆ ถูวนไปเรื่อย ๆ สารขัดที่อยู่ในยาสีฟัน จะช่วยทำความสะอาดคราบสีย้อมผมที่ติดผิวให้ค่อย ๆ จางลง ทั้งยังช่วยขัดและผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วอีกด้วย

ทำสีผม

5. ที่ล้างเครื่องสำอาง

          ใช้สำลีชุบน้ำยาล้างเครื่องสำอางหรือเมคอัพรีมูฟเวอร์ และถูบริเวณที่เปื้อนสีย้อมผม ประมาณ 5 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด ใช้ได้กับทั้งมือและใบหน้า ทั้งยังเหมาะสำหรับผู้ที่มีผิวบอบบางด้วยเช่นกันค่ะ

6. น้ำยาล้างเล็บ

          ก่อนอื่นต้องขอบอกก่อนเลยว่าไม่ควรใช้น้ำยาล้างเล็บล้างคราบสีย้อมผมที่ติดบริเวณใบหน้าหรือผิวที่บอบบาง เพราะน้ำยาล้างเล็บมีแอลกอฮอล์สูงอาจทำให้ผิวระคายเคืองได้ จึงเหมาะกับการใช้ล้างบริเวณนิ้วมือ หรือผิวส่วนอื่น ๆ ที่ไม่บอบบางมากนัก

ทำสีผม

7. สเปรย์ฉีดผม

          ฉีดสเปรย์ลงบนสำลีแล้วนำไปถูคราบที่มือ หรือผิวบริเวณอื่น ๆ ที่เปื้อน แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น จะช่วยล้างสีย้อมผมที่ติดผิวได้ง่ายขึ้น โดยสเปรย์ฉีดผมจะช่วยแยกสีย้อมจากผิวของคุณได้ ทำให้ล้างออกง่าย แต่แอลกอฮอล์ในสเปรย์ก็อาจทำให้ผิวคุณแห้งได้เหมือนกัน คนที่มีผิวบอบบางจึงควรหลีกเลี่ยงวิธีนี้ค่ะ

8. เบกกิ้งโซดา

          หากคราบสีย้อมผมยังติดผิวอยู่ ให้ผสมเบกกิ้งโซดา 1 หยิบมือลงไปในยาสีฟันด้วย หรืออาจใช้แค่เบกกิ้งโซดาเพียงอย่างเดียว หรือจะนำมาผสมกับน้ำมะนาวก็จะช่วยให้กำจัดคราบได้มากขึ้น โดยผงเบกกิ้งโซดาจะทำหน้าที่เป็นสครับธรรมชาติ ช่วยขัดผิวและขจัดคราบสีย้อมผมที่เปื้อนผิวหนังได้เป็นอย่างดี

ทำสีผม

วิธีป้องกันไม่ให้สีผมติดผิวหนัง

          หากสาว ๆ ไม่อยากให้สีย้อมผมติดผิวหนังในการทำสีผมด้วยตัวเองคราวหน้า ควรเตรียมตัวก่อนทำสีผมทุกครั้ง ด้วยวิธีต่อไปนี้

1. สวมถุงมือ

          สำหรับคนที่ย้อมสีผมเอง หรือย้อมสีผมให้เพื่อน อันดับแรกเลย ควรใส่ถุงมือป้องกัน จะเป็นถุงมือยาง หรือถุงมือพลาสติกก็ได้ค่ะ

2. ทาผิวด้วยปิโตรเลียมเจล


          ก่อนย้อมสีผม ให้ทาปิโตรเลียมเจลหรือโลชั่นเนื้อข้นลงไปบนผิวที่ง่ายต่อการเปื้อน เช่น นิ้วมือ ไรผม หน้าผาก ท้ายทอย ต้นคอ แก้มและใบหู จะช่วยให้สีย้อมผมไม่ติดผิวได้ง่าย ๆ

3. ใช้เฮนน่าย้อมผม


          อีกวิธีหนึ่งที่ช่วยให้สีย้อมผมไม่ติดผิวนั่นก็คือ การใช้สีย้อมผมแบบธรรมชาติ อย่างเช่น เฮนน่า ซึ่งจะกำจัดคราบสีออกจากผิวได้ง่ายกว่าสีย้อมผมทั่วไป โดยสีเฮนน่าส่วนใหญ่จะหลุดจากผิวภายใน 48 ชั่วโมงและไม่มีส่วนประกอบที่เป็นพิษที่อาจซึมเข้าผิวหนังได้

ทำสีผม

          ต่อไปคราวหน้าถ้าสาว ๆ ทำสีผมเองที่บ้านก็ไม่ต้องกลัวว่าสีย้อมผมจะติดผิวอีกต่อไปแล้วค่ะ หรือถ้าหากสีย้อมผมเกิดเปื้อนผิวหนังขึ้นจริง ๆ เพียงแค่ทำตามวิธีที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ ก็จะช่วยขจัดคราบสีย้อมผมที่ติดบนผิวของคุณสาว ๆ ได้อย่างง่ายดายแล้ว ^_^
ข้อมูลจาก : goodhousekeeping.com, sheknows.com, wikihow.com